← บทความและความรู้

Low Priority vs TOU vs ค่าไฟปกติ — สถานีชาร์จ EV ควรใช้แบบไหนถึงคุ้มที่สุด?

เขียนโดย ทีมวิเคราะห์ธุรกิจ Flash Charge เผยแพร่ 13 สิงหาคม 2569
Low Priority vs TOU vs ค่าไฟปกติ — สถานีชาร์จ EV ควรใช้แบบไหนถึงคุ้มที่สุด?
สรุปสั้น

ค่าไฟ 3 แบบสำหรับสถานีชาร์จ ต่างกันตรงไหน แบบไหนเหมาะกับสถานีแบบไหน เทียบชัดๆ ทั้งโครงสร้างราคา ข้อดี ข้อจำกัด และคำแนะนำการเลือกสำหรับผู้ลงทุน EV Station

ทำไมการเลือกอัตราค่าไฟถึงชี้ขาดกำไร

ต้นทุนใหญ่ที่สุดของธุรกิจ EV Station คือค่าไฟฟ้าที่ซื้อจากการไฟฟ้า การเลือกประเภทอัตราผิดอาจหมายถึงส่วนต่างกำไรที่หายไปหลายสิบสตางค์ต่อหน่วยทุกครั้งที่มีคนชาร์จ บทความนี้เทียบ 3 ทางเลือกหลักแบบตรงไปตรงมา เพื่อให้เลือกได้ตรงกับลักษณะสถานีของคุณ

ทางเลือกที่ 1: อัตรา EV Low Priority

โครงสร้าง: ค่าพลังงานไฟฟ้าอัตราคงที่ทุกช่วงเวลา ทุกระดับแรงดัน (ตามประกาศล่าสุดอยู่ที่ 2.9162 บาทต่อหน่วย ไม่รวม Ft และ VAT) + ค่าบริการรายเดือน 312.24 บาท + ค่า Ft ตามงวด ไม่คิด Demand Charge

ข้อดี: ต้นทุนต่อหน่วยต่ำและคาดการณ์ง่ายที่สุด เหมาะกับเครื่อง DC กำลังสูงที่พีคแรง ไม่ต้องกังวลช่วงเวลาชาร์จของลูกค้า

ข้อจำกัด: ต้องยอมให้การไฟฟ้าปรับลด/ตัดไฟชั่วคราวเมื่อระบบมีข้อจำกัด ต้องมีใบอนุญาตหรือหนังสือรับแจ้งจาก กกพ. และติดตั้งระบบตามข้อกำหนดทางเทคนิค หากผิดเงื่อนไขจะถูกคิดเป็น TOU

เหมาะกับ: สถานีชาร์จสาธารณะเต็มรูปแบบ ทั้งลงทุนเองและแบบ EV Station Franchise ที่ต้องการต้นทุนต่อหน่วยต่ำสุด

ทางเลือกที่ 2: อัตรา TOU (Time of Use)

โครงสร้าง: ราคาต่างกันตามช่วงเวลา On-Peak (แพง) และ Off-Peak (ถูก) ธุรกิจขนาดกลางขึ้นไปมักมี Demand Charge เพิ่มตามพีคที่ดึงสูงสุด

ข้อดี: ถ้าการใช้ไฟส่วนใหญ่อยู่ช่วง Off-Peak ได้จริง (เช่น กลางคืน) ต้นทุนเฉลี่ยอาจต่ำมาก และไม่มีเงื่อนไขให้การไฟฟ้าลดโหลด

ข้อจำกัด: พฤติกรรมชาร์จจริงของลูกค้าสาธารณะกระจุกช่วงกลางวันซึ่งเป็น On-Peak พอดี บวก Demand Charge จากพีคของเครื่อง DC ทำให้บิลจริงมักสูงกว่าที่คาด

เหมาะกับ: จุดชาร์จของ Fleet หรือกิจการที่กำหนดเวลาชาร์จเองได้ เช่น รถขนส่งชาร์จกลางคืน

ทางเลือกที่ 3: อัตราปกติของประเภทกิจการ

โครงสร้าง: ตามประเภทผู้ใช้ไฟ (เช่น กิจการขนาดเล็ก) ราคาเดียวหรือขั้นบันได ไม่ต้องทำเรื่องพิเศษ

ข้อดี: ง่ายที่สุด ไม่มีเงื่อนไขเพิ่ม เหมาะกับการเริ่มต้นเล็กๆ

ข้อจำกัด: ต้นทุนต่อหน่วยมักสูงกว่า Low Priority และถ้าขยายเป็นสถานีสาธารณะเต็มรูปแบบจะเสียโอกาสด้านต้นทุนอย่างมาก

เหมาะกับ: เครื่อง AC ขนาดเล็ก 1–2 หัวที่ติดเสริมในคาเฟ่ โรงแรม หรือกิจการเดิม เป็นบริการเสริมมากกว่าธุรกิจหลัก

ตารางสรุปเทียบ 3 อัตรา

สรุปสั้นๆ: Low Priority = ต้นทุนต่ำสุด แลกกับเงื่อนไขบริหารโหลด · TOU = เดิมพันกับการคุมเวลาใช้ไฟ · อัตราปกติ = ง่ายแต่แพงกว่าเมื่อปริมาณชาร์จโต สำหรับสถานีสาธารณะที่ตั้งใจทำเป็นธุรกิจจริง ตัวเลือกแรกที่ควรศึกษาคือ Low Priority เสมอ

หมายเหตุ: อัตราและเงื่อนไขทั้งหมดอ้างอิงประกาศ ณ วันที่เขียน และมีการทบทวนเป็นระยะ (Ft ปรับทุก 4 เดือนโดย กกพ.) โปรดตรวจสอบอัตราปัจจุบันกับ PEA หรือ MEA ก่อนตัดสินใจ

คำนวณด้วยตัวเลขสถานีของคุณ

อยากรู้ว่าแต่ละอัตราให้ผลต่างกันเท่าไหร่กับสถานีของคุณ ลองใส่ต้นทุนค่าไฟในเครื่องคำนวณ ROI ของเรา (มีให้เลือก 3 กรณีสมมติฐาน) หรืออ่านวิธีขอใช้อัตราที่คุ้มสุดได้ที่ วิธีขอใช้อัตรา Low Priority ทีม Flash Charge ยินดีให้คำปรึกษาฟรีเรื่องการเลือกอัตราที่เหมาะกับโครงการของคุณ

คำถามที่พบบ่อย

สถานีชาร์จควรใช้ค่าไฟแบบไหนดีที่สุด

สถานีชาร์จสาธารณะที่เข้าเงื่อนไขได้ ส่วนใหญ่คุ้มที่สุดกับอัตรา EV Low Priority เพราะค่าพลังงานคงที่และไม่มี Demand Charge ส่วน TOU อาจเหมาะกับกิจการที่ควบคุมเวลาใช้ไฟหนักไปช่วง Off-Peak ได้จริง และอัตราปกติเหมาะกับจุดชาร์จขนาดเล็กที่ติดตั้งเสริมในกิจการเดิม ทั้งนี้ควรคำนวณจากโปรไฟล์การใช้งานจริงของแต่ละสถานี

ใช้ Low Priority แล้วเปลี่ยนกลับเป็นแบบอื่นได้ไหม

ทำได้โดยติดต่อการไฟฟ้าในพื้นที่เพื่อขอเปลี่ยนประเภทอัตรา แต่ควรศึกษาเงื่อนไขและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องก่อน และหากสถานีผิดเงื่อนไขการบริหารจัดการแบบ Low Priority การไฟฟ้ามีสิทธิ์คิดค่าไฟเป็นอัตรา TOU โดยอัตโนมัติตามประกาศ

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  • การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA)
  • การไฟฟ้านครหลวง (MEA)
  • คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.)

สนใจลงทุนสถานีชาร์จ EV?

นัดประเมินทำเลเบื้องต้นฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย ไม่มีข้อผูกมัด — ทีมงานจะช่วยวิเคราะห์ศักยภาพพื้นที่ของคุณ

แอดไลน์ปรึกษาฟรี โทร 086-224-2929

ความคิดเห็น 0

ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็นกันเถอะ

แสดงความคิดเห็น

ความคิดเห็นจะแสดงหลังผ่านการตรวจสอบจากทีมงาน

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสบการณ์การใช้งานและวิเคราะห์สถิติผู้เข้าชม ตามนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA)